ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ (Fire Alarm System) และ AI ตรวจจับไฟ ควัน และความร้อนผิดปกติ
ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ คือระบบที่ตรวจจับควัน ความร้อน หรือเปลวไฟ แล้วส่งสัญญาณเตือนให้คนในอาคารอพยพและให้ทีมดับเพลิงเข้าระงับเหตุได้ทัน — ระบบพื้นฐานตามกฎหมายใช้หัวตรวจจับควันและความร้อนติดตามจุด ส่วน AI Fire Alarm เป็นชั้นตรวจจับเพิ่มเติมที่ใช้กล้องวิเคราะห์ภาพและกล้องความร้อน เพื่อจับเปลวไฟ ควันจาง และจุดร้อนผิดปกติในพื้นที่กว้างที่หัวตรวจจับแบบจุดเข้าไม่ถึง

ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ประกอบด้วยอะไรบ้าง
ก่อนจะพูดถึง AI ต้องเข้าใจโครงสร้างของระบบพื้นฐานก่อน เพราะ AI เป็นส่วนเสริม ไม่ใช่ส่วนแทน อุปกรณ์หลักของระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้มี 5 กลุ่ม
| อุปกรณ์ | หน้าที่ | จุดที่มักติดตั้ง |
|---|---|---|
| ตู้ควบคุม (FCP / Fire Alarm Control Panel) | สมองของระบบ รับสัญญาณจากอุปกรณ์ตรวจจับทั้งหมด แสดงตำแหน่งที่เกิดเหตุ และสั่งให้อุปกรณ์แจ้งเตือนทำงาน | ห้อง รปภ. หรือโถงทางเข้าหลัก |
| หัวตรวจจับควัน (Smoke Detector) | ตรวจจับอนุภาคควันในอากาศ ไวต่อไฟที่คุกรุ่นช้า | ทางเดิน ห้องพัก สำนักงาน |
| หัวตรวจจับความร้อน (Heat Detector) | ทำงานเมื่ออุณหภูมิถึงเกณฑ์หรือเพิ่มขึ้นเร็วผิดปกติ ใช้ในที่ที่ควันหรือฝุ่นเป็นเรื่องปกติ | ครัว โรงจอดรถ ห้องเครื่อง |
| อุปกรณ์แจ้งเหตุด้วยมือ (Manual Pull Station) | ให้คนที่พบเหตุกดแจ้งได้เองทันที ไม่ต้องรอหัวตรวจจับ | ทางออกหนีไฟ ทุกชั้น |
| อุปกรณ์ส่งสัญญาณ (Bell / Strobe / PA) | กระดิ่ง ไซเรน ไฟกะพริบ และเสียงประกาศอพยพ | ทั่วอาคาร ตามระยะที่ได้ยิน/มองเห็น |
นอกจากนี้ระบบต้องมีแหล่งจ่ายไฟสำรองที่ทำงานต่อได้เมื่อไฟหลักดับ ซึ่งเป็นข้อกำหนดพื้นฐานของทุกมาตรฐาน
หลักการทำงานของระบบ Fire Alarm
ลำดับการทำงานเหมือนกันทุกระบบ: ตรวจจับ → ส่งสัญญาณเข้าตู้ควบคุม → ตู้ควบคุมตัดสิน → สั่งแจ้งเตือนและสั่งงานระบบอื่น สิ่งที่ต่างกันคือ “ตู้ควบคุมรู้ได้ละเอียดแค่ไหนว่าเหตุอยู่ตรงไหน”
| ประเภทระบบ | ระบุตำแหน่งได้แค่ไหน | เหมาะกับ |
|---|---|---|
| Conventional | รู้แค่ระดับ “โซน” เช่น ชั้น 3 ปีกตะวันออก ต้องส่งคนไปหาหัวที่ทำงานเอง | อาคารขนาดเล็กถึงกลาง งบจำกัด จำนวนจุดไม่มาก |
| Addressable | รู้ถึงระดับ “อุปกรณ์แต่ละตัว” ว่าหัวไหนทำงาน พร้อมสถานะความสมบูรณ์ของแต่ละหัว | อาคารสูง โรงงาน โรงพยาบาล พื้นที่ที่การหาจุดช้าหมายถึงความเสียหายมาก |
| AI / Video Detection | ระบุตำแหน่งบนภาพจริงได้ พร้อมภาพวิดีโอของจุดเกิดเหตุ | พื้นที่เพดานสูงหรือโล่งกว้างที่ควันลอยไปไม่ถึงหัวตรวจจับ |
กฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ไม่ใช่อุปกรณ์เสริมตามใจเจ้าของอาคาร แต่เป็นข้อกำหนดตามกฎหมายสำหรับอาคารหลายประเภท
- กฎกระทรวงภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร — กำหนดให้อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ และอาคารสาธารณะหลายประเภทต้องมีระบบสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ พร้อมเส้นทางหนีไฟและอุปกรณ์ประกอบ
- พ.ร.บ.ความปลอดภัย อาชีวอนามัยฯ พ.ศ. 2554 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย — กำหนดให้สถานประกอบกิจการต้องมีระบบแจ้งเหตุ อุปกรณ์ดับเพลิง แผนป้องกันอัคคีภัย และการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟอย่างน้อยปีละครั้ง
- มาตรฐานวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) และ NFPA 72 — มาตรฐานอ้างอิงด้านการออกแบบ ระยะห่างการติดตั้ง และการทดสอบ ที่ผู้ออกแบบส่วนใหญ่ในไทยใช้
สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนซื้อ: ระบบ AI ตรวจจับไฟจากภาพ ไม่ได้ใช้แทนระบบที่กฎหมายกำหนด อาคารยังต้องมีระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่ออกแบบตามมาตรฐานและผ่านการตรวจรับตามปกติ AI ทำหน้าที่เป็นชั้นตรวจจับล่วงหน้าเพิ่มเติม ผู้ขายรายใดบอกว่าติด AI แล้วไม่ต้องมีระบบตามกฎหมาย ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน
AI เพิ่มอะไรให้ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้เดิม
| ด้าน | ระบบพื้นฐาน (หัวตรวจจับ) | ชั้น AI ที่เพิ่มเข้าไป |
|---|---|---|
| วิธีตรวจจับ | รอควันหรือความร้อนลอยมาถึงตัวหัวตรวจจับ | วิเคราะห์ภาพจากกล้อง เห็นเปลวไฟหรือควันได้ตั้งแต่ยังอยู่ไกลจากเพดาน |
| พื้นที่เพดานสูง | เป็นจุดอ่อน — ควันเจือจางก่อนถึงหัวตรวจจับ ทำให้ตรวจพบช้า | เป็นจุดแข็ง — กล้องตัวเดียวครอบคลุมพื้นที่กว้างโดยไม่ขึ้นกับความสูงเพดาน |
| ไฟจากอุปกรณ์ไฟฟ้า | รู้เมื่อเกิดควันแล้ว | กล้องความร้อนเห็นอุณหภูมิที่สูงผิดปกติได้ตั้งแต่ก่อนมีควัน |
| ข้อมูลที่ได้ตอนเกิดเหตุ | รู้ว่าโซนไหน/หัวไหนทำงาน | ได้ภาพวิดีโอของจุดเกิดเหตุ ใช้ยืนยันว่าเป็นเหตุจริงก่อนสั่งอพยพ และใช้ประกอบการเคลม |
| สถานะทางกฎหมาย | บังคับตามกฎหมาย | ส่วนเสริม ไม่ใช่สิ่งทดแทน |
สิ่งที่ระบบทำได้เมื่อตรวจพบเหตุ
แจ้งเตือนหลายช่องทาง
ส่งภาพและตำแหน่งเข้า LINE, SMS, อีเมล หรือแดชบอร์ด พร้อมกับสั่งไซเรนและไฟหมุนที่หน้างาน
บันทึกวิดีโอเป็นหลักฐาน
เก็บคลิปช่วงก่อนและหลังเกิดเหตุพร้อมเวลา ใช้ประกอบการเคลมประกันและการสอบสวนหาสาเหตุ
สั่งงานระบบอื่นในอาคาร
ส่งสัญญาณไปยังระบบประกาศเสียง ระบบควบคุมลิฟต์ และปลดล็อกประตูหนีไฟ ผ่านตู้ควบคุมเดิม
ดูย้อนหลังและมอนิเตอร์จากนอกไซต์
เรียกดูสถานะและเหตุการณ์ย้อนหลังได้จากส่วนกลาง เหมาะกับองค์กรที่มีหลายสาขาหรือหลายโรงงาน
เทคโนโลยี AI 3 แบบ — และข้อจำกัดของแต่ละแบบ
AI Flame Detection
จับ: เปลวไฟจากรูปแบบการกระพริบและสี
ข้อจำกัด: ต้องเห็นเปลวไฟตรง ๆ ถ้าไฟอยู่หลังสิ่งกีดขวางจะไม่เห็น และแสงเชื่อมหรือไฟหมุนสีส้มทำให้เตือนผิดได้
AI Smoke Detection
จับ: กลุ่มควันที่ค่อย ๆ ขยายตัวในภาพ
ข้อจำกัด: ไอน้ำ ฝุ่นจากการเจียร และไอเสียรถยกหน้าตาคล้ายควัน ต้องปรับจูนตามพื้นที่จริง
Thermal / กล้องความร้อน
จับ: จุดร้อนผิดปกติในตู้ไฟ มอเตอร์ แผงโซลาร์
ข้อจำกัด: ราคาสูงกว่ากล้องปกติมาก และมองผ่านฝากล้องโลหะที่ปิดอยู่ไม่ได้ — ต้องเห็นผิวที่ร้อนโดยตรง
ในทางปฏิบัติ โครงการที่ได้ผลมักไม่ได้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่วางกล้องความร้อนไว้ที่จุดเสี่ยงไฟฟ้าซึ่งเป็นสาเหตุเพลิงไหม้ในโรงงานที่พบบ่อยที่สุด แล้วใช้กล้องภาพปกติที่มี AI ตรวจควันและเปลวไฟครอบคลุมพื้นที่โล่งกว้าง

ข้อจำกัดและ false alarm ที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ
ระบบตรวจจับจากภาพมีข้อจำกัดที่ต่างจากหัวตรวจจับ และเป็นสิ่งที่ควรคุยให้ชัดตั้งแต่ก่อนติดตั้ง
- กล้องต้อง “เห็น” จุดเกิดเหตุ — ไฟที่เริ่มในตู้ปิด ในช่องท่อ หรือหลังกองสินค้า กล้องไม่เห็น จึงยังต้องพึ่งหัวตรวจจับตามปกติ
- สิ่งที่หน้าตาคล้ายควันและไฟ — ไอน้ำจากการล้างพื้น ฝุ่นจากการตัดเจียร แสงเชื่อม ไฟหมุนสีส้มของรถยก และแสงอาทิตย์สะท้อนโลหะ ล้วนเคยทำให้ระบบเตือนผิด
- กล้องสกปรกคือระบบตาบอด — ในโรงงานฝุ่นสูง เลนส์เปื้อนภายในไม่กี่สัปดาห์ ต้องมีรอบทำความสะอาดที่ชัดเจน ไม่ใช่ติดแล้วลืม
- ต้องมีช่วงปรับจูน — ควรเปิดใช้แบบบันทึกอย่างเดียวก่อน 2–4 สัปดาห์ เพื่อดูว่ามีอะไรทำให้เตือนผิดบ้าง แล้วค่อยเปิดการแจ้งเตือนจริง
- อย่าผูกกับการสั่งงานอัตโนมัติที่กลับคืนยาก — การให้ AI สั่งปล่อยสารดับเพลิงหรือสั่งอพยพทั้งอาคารเองโดยไม่มีคนยืนยัน มีความเสี่ยงสูงกว่าประโยชน์ ควรให้ AI แจ้งเตือนพร้อมภาพ แล้วให้คนกดยืนยัน
เหมาะกับสถานที่ประเภทไหน
| สถานที่ | ความเสี่ยงหลัก | แนวทางที่แนะนำ |
|---|---|---|
| โรงงาน / คลังสินค้า | ไฟจากเครื่องจักร ตู้ไฟฟ้า และสินค้าไวไฟ เพดานสูงทำให้ตรวจจับช้า | กล้องความร้อนที่ห้องไฟฟ้าและมอเตอร์ + AI ตรวจควันในพื้นที่โล่ง |
| ห้องเซิร์ฟเวอร์ / Data Center | ความร้อนสะสมในอุปกรณ์ไฟฟ้า | กล้องความร้อนเฝ้าตู้แร็คและตู้จ่ายไฟต่อเนื่อง |
| ห้างสรรพสินค้า / อาคารสาธารณะ | พื้นที่กว้าง คนหนาแน่น ต้องการเวลาอพยพมาก | AI ตรวจควันและเปลวไฟเสริมระบบ addressable เดิม |
| โรงพยาบาล | ผู้ป่วยเคลื่อนย้ายยาก ต้องรู้เร็วที่สุด | ตรวจจับหลายชั้นทับซ้อนกัน + ยืนยันด้วยภาพก่อนสั่งอพยพ |
| โซลาร์ฟาร์ม / ระบบไฟฟ้าโซลาร์บนหลังคา | จุดร้อนสะสมในแผงและตู้อินเวอร์เตอร์ | กล้องความร้อนประจำจุด และการตรวจด้วยโดรนความร้อนตามรอบ |
| ครัวและพื้นที่ปรุงอาหาร | ไอน้ำและควันจากการทำอาหารเป็นเรื่องปกติ | ใช้หัวตรวจจับความร้อนเป็นหลัก — พื้นที่นี้ AI ตรวจควันไม่เหมาะ |
ข้อกำหนดกล้องและการติดตั้ง
| รายการ | เกณฑ์ที่ควรมี |
|---|---|
| ชนิดกล้อง | IP camera ที่ดึงสตรีม RTSP ได้ สำหรับตรวจจุดร้อนต้องเป็นกล้อง thermal โดยเฉพาะ กล้องอินฟราเรดกลางคืนทั่วไปใช้วัดอุณหภูมิไม่ได้ |
| ระยะและมุม | ต้องเห็นพื้นผิวที่ต้องการเฝ้าโดยไม่มีสิ่งบัง สำหรับตู้ไฟฟ้าให้เล็งไปที่ช่องระบายหรือผิวที่ร้อนจริง |
| การเดินระบบ | แยกวงจรไฟและเครือข่ายออกจากระบบที่อาจดับพร้อมกันตอนเกิดเหตุ พร้อมไฟสำรอง |
| การเชื่อมต่อ | เชื่อมกับตู้ควบคุมเดิม ระบบ BMS หรือ PA ผ่าน dry contact / BACnet / Modbus / API แล้วแต่ระบบที่มีอยู่ |
| การดูแล | กำหนดรอบเช็ดเลนส์และทดสอบการแจ้งเตือน อย่างน้อยเท่ากับรอบตรวจระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ประจำปี |
ลำดับการติดตั้ง
- สำรวจหน้างานและประเมินความเสี่ยง — ระบุว่าจุดไหนคือความเสี่ยงจริง (ตู้ไฟ มอเตอร์ พื้นที่เก็บสารไวไฟ) ไม่ใช่ติดให้ทั่ว
- ตรวจสถานะระบบเดิมก่อน — ถ้าระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้เดิมยังมีจุดบกพร่อง ต้องแก้ให้ครบก่อน แล้วค่อยเพิ่มชั้น AI
- ออกแบบจุดกล้องและกฎการแจ้งเตือน — ใครรับแจ้ง ยืนยันอย่างไร แจ้งแล้วต้องทำอะไรต่อ
- ติดตั้งและเดินระบบ + ช่วงบันทึกอย่างเดียว 2–4 สัปดาห์เพื่อดูอัตราการเตือนผิด
- เปิดใช้จริง อบรมผู้ดูแล และผูกเข้ากับแผนฝึกซ้อมอพยพประจำปี
คำถามที่พบบ่อย
Q: AI Fire Alarm ใช้แทนระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ตามกฎหมายได้ไหม
ไม่ได้ อาคารยังต้องมีระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่ออกแบบตามกฎกระทรวงและมาตรฐานอ้างอิง พร้อมผ่านการตรวจสอบตามรอบ ระบบ AI ทำหน้าที่เป็นชั้นตรวจจับล่วงหน้าเพิ่มเติมที่ช่วยให้รู้เร็วขึ้นในพื้นที่ที่หัวตรวจจับแบบจุดเข้าไม่ถึง เช่น อาคารเพดานสูงหรือลานโล่ง
Q: ต่างจากหัวตรวจจับควันธรรมดาอย่างไร ทำไมต้องเพิ่ม
หัวตรวจจับควันต้องรอให้ควันลอยขึ้นไปถึงตัวมันก่อน ในอาคารเพดานสูงหรือพื้นที่ที่มีลมและระบบระบายอากาศแรง ควันอาจเจือจางจนตรวจไม่ทัน ส่วนการตรวจจับจากภาพเห็นควันและเปลวไฟตั้งแต่ยังอยู่ระดับล่าง และกล้องความร้อนยังเห็นความร้อนที่สูงผิดปกติได้ก่อนที่จะเกิดควันด้วยซ้ำ
Q: ใช้กล้องวงจรปิดเดิมที่มีอยู่ได้ไหม
สำหรับการตรวจจับควันและเปลวไฟ ใช้กล้อง IP เดิมได้ถ้าดึงสตรีม RTSP ได้ ความละเอียดเพียงพอ และมุมกล้องเห็นพื้นที่เสี่ยงจริง แต่สำหรับการตรวจจุดร้อนต้องใช้กล้องความร้อนโดยเฉพาะ กล้องอินฟราเรดที่ใช้ดูกลางคืนทั่วไปวัดอุณหภูมิไม่ได้ ทีมงานประเมินจากภาพกล้องจริงให้ได้ก่อนตัดสินใจ
Q: แจ้งเตือนผิดบ่อยไหม มีอะไรที่ทำให้เตือนผิดบ้าง
สาเหตุที่พบบ่อยคือไอน้ำ ฝุ่นจากการเจียรหรือตัด แสงเชื่อม ไฟหมุนสีส้มของรถยก และแสงสะท้อนจากผิวโลหะ วิธีคุมคือกำหนดโซนและช่วงเวลาให้เหมาะกับกิจกรรมจริงของแต่ละพื้นที่ ผ่านช่วงปรับจูน 2–4 สัปดาห์ และให้ทุกการแจ้งเตือนแนบภาพเพื่อให้คนยืนยันก่อนสั่งการ
Q: เชื่อมกับระบบ BMS หรือระบบเดิมในอาคารได้ไหม
ได้ โดยทั่วไปเชื่อมผ่าน dry contact เข้าตู้ควบคุมเดิม หรือผ่าน BACnet / Modbus / API สำหรับระบบบริหารอาคาร ระบบกล้อง ระบบควบคุมการเข้าออก และระบบประกาศเสียง ทั้งนี้การสั่งงานที่กลับคืนยาก เช่น การปล่อยสารดับเพลิง ควรให้คนเป็นผู้ยืนยันเสมอ
Q: ต้องตรวจสอบและบำรุงรักษาบ่อยแค่ไหน
ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ควรได้รับการตรวจสอบตามรอบที่มาตรฐานกำหนดและสอดคล้องกับแผนป้องกันอัคคีภัยของสถานประกอบกิจการ ซึ่งรวมถึงการฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพอย่างน้อยปีละครั้ง ส่วนกล้องที่ใช้ตรวจจับควรมีรอบเช็ดเลนส์และทดสอบการแจ้งเตือนเพิ่มเติม โดยเฉพาะในพื้นที่ฝุ่นสูง
ระบบ AI อื่นที่ใช้ร่วมกันได้
- ระบบกันขโมยและป้องกันการบุกรุกด้วย AI (Perimeter Protection) — ใช้กล้องชุดเดียวกันเฝ้าแนวรั้วและพื้นที่รอบนอกได้
- ระบบ AI ตรวจจับ PPE — ตรวจการสวมใส่หมวกนิรภัยและอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่ทางเข้าพื้นที่เสี่ยง
- ประตูอัตโนมัติ XEKA — ประตูที่ต้องเปิดค้างอัตโนมัติเมื่อสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ทำงาน






