เครื่องพิมพ์บัตร PVC — เลือกเครื่องทำบัตรพนักงาน บัตรแข็ง และบัตร RFID ให้ถูกตั้งแต่ครั้งแรก
เครื่องพิมพ์บัตร (ID card printer) คือเครื่องพิมพ์เฉพาะทางที่พิมพ์ภาพและข้อมูลลงบนบัตรพลาสติกแข็งขนาดมาตรฐาน CR-80 (85.6 × 54 มม. ตาม ISO/IEC 7810 ID-1) ด้วยหัวพิมพ์ความร้อนและริบบอนสี ไม่ใช่หัวฉีดหมึกแบบเครื่องพิมพ์กระดาษ จุดตัดสินใจที่สำคัญที่สุดมีเพียงสามข้อ คือ (1) จะพิมพ์ลงบัตรเปล่าธรรมดา หรือบัตร RFID/สมาร์ทการ์ดที่มีชิปฝังอยู่ (2) ต้องพิมพ์เต็มขอบบัตรหรือยอมให้มีขอบขาวได้ และ (3) พิมพ์กี่ใบต่อเดือน — สามข้อนี้จะชี้ว่าคุณต้องใช้เครื่องแบบ Direct-to-Card หรือ Retransfer ซึ่งราคาและข้อจำกัดต่างกันคนละระดับ

พิมพ์ + เข้ารหัสในเครื่องเดียว
พิมพ์หน้าบัตรพร้อมเขียนข้อมูลลงชิป RFID ให้ใช้เปิดประตูได้ทันทีในรอบเดียว
ออกบัตรได้เองภายในวัน
พนักงานใหม่เข้างานเช้า ได้บัตรบ่ายวันเดียวกัน ไม่ต้องรอรอบส่งโรงพิมพ์
บัตรหายแล้วยกเลิกได้ทันที
ตัดสิทธิ์บัตรใบเดิมในระบบ แล้วออกใบใหม่เอง ความเสี่ยงจบใน 10 นาที
ข้อมูลพนักงานไม่ออกนอกองค์กร
รูปถ่ายและข้อมูลส่วนบุคคลอยู่ในเครือข่ายของคุณ ไม่ต้องส่งไฟล์ให้บุคคลภายนอก
เครื่องพิมพ์บัตรคืออะไร ต่างจากเครื่องพิมพ์ทั่วไปอย่างไร
คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเครื่องพิมพ์บัตรคือ “เครื่องพิมพ์ที่ป้อนบัตรพลาสติกเข้าไปได้” ซึ่งถูกครึ่งเดียว ความต่างที่แท้จริงอยู่ที่ วิธีทำให้สีติดบนพลาสติก
เครื่องพิมพ์กระดาษทั่วไปใช้หมึกซึมลงเนื้อกระดาษ แต่พลาสติก PVC ไม่ดูดซับอะไรเลย เครื่องพิมพ์บัตรพลาสติกจึงใช้ หัวพิมพ์ความร้อน (thermal printhead) รีดสีจากริบบอนให้ระเหิดฝังเข้าเนื้อบัตร เรียกว่ากระบวนการ dye sublimation ผลลัพธ์คือภาพที่ไม่ลอกและไม่เลอะเมื่อโดนน้ำหรือเหงื่อ ซึ่งจำเป็นมากสำหรับบัตรที่ต้องห้อยคอใช้งานทุกวันเป็นปี
| หัวข้อ | เครื่องพิมพ์บัตรโดยเฉพาะ | เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท/เลเซอร์ทั่วไป | จ้างโรงพิมพ์ภายนอก |
|---|---|---|---|
| ความคงทนของสี | สีฝังในเนื้อบัตร ไม่ลอก ใช้ได้หลายปี | หมึกเกาะผิว ลอกและเลอะเมื่อโดนเหงื่อ (ยกเว้นรุ่นอิงค์เจ็ทที่ออกแบบมาเพื่อบัตรโดยเฉพาะ) | ขึ้นกับกระบวนการของโรงพิมพ์ ปกติทนดี |
| เข้ารหัสชิป RFID ได้ | ได้ ถ้าติดตั้งโมดูลเข้ารหัส | ไม่ได้ | ได้ แต่ต้องส่งข้อมูลออกไปนอกองค์กร |
| ระยะเวลาได้บัตร | หลักนาทีต่อใบ | หลักนาที แต่คุณภาพไม่เท่า | หลักวันถึงสัปดาห์ |
| ออกบัตรทีละใบคุ้มไหม | คุ้ม ต้นทุนต่อใบคงที่ | — | ไม่คุ้ม มักมีขั้นต่ำต่อออร์เดอร์ |
| เหมาะกับ | องค์กรที่มีคนเข้า-ออกตลอดปี | งานชั่วคราว งานทดลอง | ผลิตล็อตใหญ่ครั้งเดียว เช่น บัตรสมาชิกโปรโมชัน |
คำเรียกในไทยที่หมายถึงสิ่งเดียวกัน และคำที่ไม่ใช่
ก่อนเทียบราคา ควรตกลงคำให้ตรงกันก่อน เพราะคำที่คนไทยใช้เรียกอุปกรณ์กลุ่มนี้มีหลายคำมาก และบางคำหมายถึงคนละอุปกรณ์กันจริง ๆ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ใบเสนอราคาจากผู้ขายแต่ละรายมักเทียบกันไม่ได้
| คำที่ใช้เรียก | หมายถึงอะไรจริง ๆ |
|---|---|
| เครื่องพิมพ์บัตร · เครื่องปริ้นบัตร PVC · เครื่องทำบัตร PVC | สิ่งเดียวกัน — เครื่องพิมพ์ลงบัตรพลาสติก PVC ขนาด CR-80 |
| เครื่องพิมพ์บัตรแข็ง · เครื่องทำบัตรแข็ง | สิ่งเดียวกัน — “บัตรแข็ง” คือคำพูดที่หมายถึงบัตร PVC หนา 0.76 มม. เพื่อแยกจากบัตรกระดาษ |
| เครื่องทำบัตรพลาสติก · เครื่องปริ้นบัตรพลาสติก | สิ่งเดียวกัน — ต่างกันแค่คำพูด ไม่ได้ต่างกันที่ตัวเครื่อง |
| เครื่องพิมพ์บัตร RFID · เครื่องพิมพ์บัตรสมาร์ทการ์ด | เครื่องพิมพ์บัตรที่ ติดตั้งโมดูลเข้ารหัสเพิ่ม จึงเขียนข้อมูลลงชิปในบัตรได้ด้วย ไม่ใช่เครื่องคนละประเภท |
| เครื่องพิมพ์บัตรประจำตัว · เครื่องทำบัตรนักเรียน · เครื่องพิมพ์บัตรนักเรียน | เครื่องประเภทเดียวกัน ต่างกันที่ สเปกที่ควรเลือก ตามรูปแบบการใช้บัตร (ดูตารางในหัวข้อถัดไป) |
| เครื่องพิมพ์บัตรพลาสติกขนาดเล็ก | มักหมายถึงเครื่องกลุ่ม Direct-to-Card แบบตั้งโต๊ะ ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานของตลาดอยู่แล้ว |
| เครื่องพิมพ์รูปติดบัตร | คนละอุปกรณ์ — หมายถึงเครื่องพิมพ์ภาพถ่ายขนาดเล็กสำหรับพิมพ์รูปติดบัตรลงกระดาษภาพถ่าย ไม่ได้พิมพ์ลงบัตรพลาสติก |
| เครื่องอ่านบัตรประชาชน | คนละอุปกรณ์ — เป็นเครื่อง อ่าน ชิปในบัตร ไม่ได้พิมพ์อะไรเลย |
เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์บัตรพลาสติกมี 3 แบบ เลือกผิดแก้ไม่ได้
นี่คือหัวใจของการเลือกซื้อทั้งหมด และเป็นจุดที่ผู้ซื้อครั้งแรกพลาดบ่อยที่สุด เพราะราคาเครื่องต่างกันมาก แต่หน้าตาเครื่องคล้ายกันจนแยกไม่ออกจากรูปในเว็บ
1. Direct-to-Card (DTC) — หัวพิมพ์สัมผัสบัตรโดยตรง
หัวพิมพ์ความร้อนกดริบบอนลงบนผิวบัตรโดยตรง เป็นเทคโนโลยีที่ใช้กันมากที่สุดในตลาด เพราะเร็ว ต้นทุนต่อใบต่ำ และเครื่องราคาเข้าถึงง่ายที่สุด ความละเอียดมาตรฐานอยู่ที่ 300 dpi
ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนซื้อคือ DTC พิมพ์เต็มขอบบัตรไม่ได้ จะเหลือขอบขาวบาง ๆ ประมาณ 1 มิลลิเมตรรอบใบเสมอ เพราะหัวพิมพ์ต้องยกตัวก่อนถึงขอบเพื่อไม่ให้ชนขอบบัตร ถ้าดีไซน์บัตรของคุณเป็นพื้นสีเต็มใบหรือมีแถบสีชนขอบ ผลที่ได้จะไม่ตรงกับไฟล์ออกแบบ
2. Retransfer (HDP) — พิมพ์ลงฟิล์มก่อน แล้วค่อยรีดลงบัตร
เครื่องจะพิมพ์ภาพลงบน ฟิล์มใส (retransfer film) ก่อน จากนั้นใช้ความร้อนและแรงกดรีดฟิล์มทั้งแผ่นลงบนบัตรอีกทีหนึ่ง หัวพิมพ์จึงไม่เคยแตะผิวบัตรเลย ข้อได้เปรียบที่ตามมามีสามอย่างที่ DTC ทำไม่ได้
- พิมพ์เต็มขอบจริง (true edge-to-edge) — ไม่มีขอบขาว เพราะฟิล์มคลุมเลยขอบบัตรออกไป
- พิมพ์บนบัตรผิวไม่เรียบได้ — บัตรที่มีชิปฝังอยู่มักมีรอยนูนหรือรอยยุบเล็กน้อยตรงตำแหน่งชิป กระบวนการรีดฟิล์มยืดหยุ่นพอที่จะกลบรอยนี้ได้
- ความละเอียดสูงถึง 600 dpi — จำเป็นเมื่อต้องพิมพ์ตัวอักษรขนาดเล็กมากหรือลายกันปลอมแปลงละเอียด
แลกมาด้วยราคาเครื่องที่สูงกว่าชัดเจน ต้นทุนต่อใบสูงกว่า (เพราะกินทั้งริบบอนและฟิล์ม) ความเร็วต่ำกว่า และควรใช้ บัตรคอมโพสิต (composite card) ที่ทนความร้อนได้ดีกว่าบัตร PVC ล้วน เพราะขั้นตอนรีดฟิล์มใช้อุณหภูมิสูง บัตร PVC ล้วนอาจโก่งงอได้
3. อิงค์เจ็ทสำหรับบัตร PVC โดยเฉพาะ
เป็นทางเลือกที่พบมากในตลาดไทย ใช้หัวฉีดหมึกแบบเดียวกับเครื่องพิมพ์ภาพถ่าย แต่ออกแบบชุดป้อนให้รับบัตรแข็งได้ และต้องใช้บัตร PVC เคลือบผิวพิเศษที่รับหมึกได้ จุดขายคือ ต้นทุนต่อใบต่ำที่สุด และพิมพ์เต็มขอบได้ เหมาะกับงานที่เน้นความสวยงามและปริมาณมาก เช่น บัตรสมาชิกร้านค้า
ข้อควรระวังคือหมึกยังอยู่บนผิวบัตร ไม่ได้ฝังในเนื้อบัตรเหมือน dye sublimation จึงควรเคลือบเพิ่มหากบัตรต้องผ่านการหยิบจับหนัก ๆ ทุกวัน และเครื่องกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ ไม่รองรับการเข้ารหัสชิป ในตัวเครื่อง
ตารางเปรียบเทียบทั้ง 3 เทคโนโลยี
| หัวข้อ | Direct-to-Card (DTC) | Retransfer (HDP) | อิงค์เจ็ท PVC |
|---|---|---|---|
| หลักการ | หัวพิมพ์กดริบบอนลงบัตรโดยตรง | พิมพ์ลงฟิล์มแล้วรีดฟิล์มลงบัตร | ฉีดหมึกลงบัตรเคลือบพิเศษ |
| ความละเอียด | 300 dpi | สูงสุด 600 dpi | สูง (แบบภาพถ่าย) |
| พิมพ์เต็มขอบ | ไม่ได้ (เหลือขอบขาว ~1 มม.) | ได้เต็มขอบจริง | ได้ |
| พิมพ์บนบัตรมีชิป | เสี่ยง — ผิวไม่เรียบทำให้สีไม่สม่ำเสมอและกินหัวพิมพ์ | เหมาะที่สุด | ขึ้นกับรุ่น ส่วนใหญ่ไม่แนะนำ |
| เข้ารหัส RFID/แถบแม่เหล็ก | ได้ (ติดตั้งโมดูลเพิ่ม) | ได้ (ติดตั้งโมดูลเพิ่ม) | โดยทั่วไปไม่ได้ |
| ต้นทุนเครื่อง | ต่ำถึงกลาง | สูง | ต่ำ |
| ต้นทุนต่อใบ | กลาง | สูงที่สุด | ต่ำที่สุด |
| ชนิดบัตรที่แนะนำ | PVC ล้วน | คอมโพสิต (ทนความร้อน) | PVC เคลือบรับหมึก |
| เหมาะกับ | บัตรพนักงาน บัตรนักเรียน งานประจำวัน | บัตรสมาร์ทการ์ด บัตรราชการ บัตรที่ต้องกันปลอม | บัตรสมาชิก บัตรส่งเสริมการขาย ล็อตใหญ่ |
ทำไมบัตร RFID และสมาร์ทการ์ดถึงไม่ควรพิมพ์ด้วยเครื่อง DTC
ข้อนี้คือสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้องค์กรต้องซื้อเครื่องใหม่ภายในปีแรก
บัตรที่มีชิปฝังอยู่ ไม่ว่าจะเป็น บัตร RFID ระบบไร้สัมผัส หรือบัตรชิปแบบสัมผัส จะมีผิวหน้าที่ไม่เรียบสนิท ตรงตำแหน่งชิปและขดลวดเสาอากาศจะมีรอยนูนหรือรอยยุบเล็กน้อย (ในวงการเรียกว่า dimple) ซึ่งมองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น แต่หัวพิมพ์ความร้อนของเครื่อง DTC ที่ต้องกดแนบผิวบัตรจะ “สะดุด” ตรงจุดนั้น ผลที่ตามมาคือ
- สีบริเวณเหนือชิปไม่สม่ำเสมอ เป็นรอยด่างหรือเส้นขาว
- หัวพิมพ์สึกเร็วผิดปกติ และหัวพิมพ์เป็นอะไหล่ที่แพงที่สุดของเครื่อง
- บัตรเสียมากขึ้น ซึ่งแพงกว่าค่าริบบอนหลายเท่าเมื่อเป็นบัตร RFID
กฎง่าย ๆ ที่ใช้ได้จริง: ถ้าบัตรที่จะพิมพ์เป็นบัตรเปล่าไม่มีชิป ให้ใช้ DTC ได้เลย ถ้าบัตรมีชิปและคุณยอมรับคุณภาพผิวไม่สมบูรณ์ตรงตำแหน่งชิปไม่ได้ ให้ตั้งงบเป็น Retransfer ตั้งแต่แรก — การเริ่มจาก DTC แล้วมาเปลี่ยนทีหลังคือการซื้อสองรอบ
เครื่องพิมพ์บัตรพลาสติกแบบหน้าเดียว หรือแบบสองหน้า
เครื่องพิมพ์บัตรพลาสติกแบบหน้าเดียว (single-sided) พิมพ์ได้เฉพาะด้านหน้า ถ้าต้องการข้อมูลด้านหลังต้องพลิกบัตรป้อนเข้าไปใหม่ด้วยมือ ส่วนแบบสองหน้า (dual-sided) มีชุดพลิกบัตรอัตโนมัติในตัว
| เกณฑ์ตัดสิน | เลือกแบบหน้าเดียว | เลือกแบบสองหน้า |
|---|---|---|
| ด้านหลังบัตรมีอะไร | ว่าง หรือพิมพ์ล่วงหน้าไว้แล้วทั้งล็อต (pre-printed) | ข้อมูลที่ต่างกันรายบุคคล เช่น บาร์โค้ด กลุ่มเลือด เบอร์ฉุกเฉิน |
| จำนวนบัตรต่อรอบ | ครั้งละไม่กี่ใบ พลิกเองไหว | ออกทีละหลายสิบใบ พลิกเองไม่ไหวและพลาดง่าย |
| ความสม่ำเสมอ | ยอมรับได้ถ้าตำแหน่งด้านหลังเหลื่อมเล็กน้อย | ต้องการตำแหน่งตรงกันทุกใบ |
| งบประมาณ | ประหยัดกว่า | สูงกว่า แต่หลายรุ่นอัปเกรดจากหน้าเดียวได้ภายหลัง |
ทางลัดที่หลายองค์กรใช้: สั่งพิมพ์ด้านหลังบัตรล่วงหน้าเป็นล็อต (โลโก้ เงื่อนไขการใช้บัตร ที่อยู่บริษัท) แล้วซื้อเครื่องแบบหน้าเดียวมาพิมพ์เฉพาะด้านหน้าที่เป็นข้อมูลรายบุคคล วิธีนี้ประหยัดทั้งค่าเครื่องและเวลาพิมพ์ต่อใบ และเหมาะมากถ้าดีไซน์ด้านหลังไม่ได้เปลี่ยนบ่อย

ริบบอนและต้นทุนต่อใบ — ตัวเลขที่ควรถามก่อนดูราคาเครื่อง
ราคาเครื่องเป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียว แต่ริบบอนเป็นค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งาน องค์กรที่ออกบัตรปีละหลักพันใบมักจ่ายค่าริบบอนสะสมมากกว่าค่าเครื่องภายในสองถึงสามปี
รหัสริบบอนอ่านอย่างไร
ตัวอักษรบนกล่องริบบอนไม่ใช่รหัสรุ่น แต่คือรายการ “แผงสี” ที่มีอยู่ในริบบอนหนึ่งรอบ
| อักษร | หมายถึง | ใช้ทำอะไร |
|---|---|---|
| Y M C | เหลือง ม่วงแดง ฟ้า | ผสมกันเป็นภาพสีเต็มรูปแบบ ใช้กับรูปถ่ายและพื้นหลังสี |
| K | ดำเรซิน (resin black) | ตัวอักษรคมและบาร์โค้ดที่เครื่องสแกนต้องอ่านออก — ดำจากการผสม YMC สแกนไม่ผ่าน |
| O | ฟิล์มเคลือบใส (overlay) | ชั้นปกป้องผิวบัตรจากรอยขีดข่วนและแสงแดด |
| ชนิดริบบอน | เหมาะกับบัตรแบบไหน | จำนวนใบต่อม้วน (ตัวอย่างจากสเปกผู้ผลิต) |
|---|---|---|
| YMCKO | บัตรสีเต็มใบ มีรูปถ่าย — เป็นชนิดที่ใช้มากที่สุด | 250 ใบ (เครื่องระดับเริ่มต้นอย่าง DTC1250e) ถึง 500 ใบ (เครื่องระดับองค์กรอย่าง DTC4500e) |
| YMCKO แบบครึ่งแผง (half-panel) | บัตรที่มีรูปถ่ายเฉพาะครึ่งซ้าย ที่เหลือเป็นข้อความดำ | สูงถึง 850 ใบ — ประหยัดที่สุดถ้าดีไซน์บัตรเข้าเงื่อนไข |
| YMCKOK | บัตรสีด้านหน้า + ข้อความดำด้านหลัง | ราว 500 ใบ |
| K (ดำล้วน) | บัตรที่พิมพ์เฉพาะข้อความ/บาร์โค้ดลงบัตรที่พิมพ์สีมาแล้ว | สูงถึง 3,000 ใบ |
สูตรคิดต้นทุนต่อใบที่ใช้เปรียบเทียบข้อเสนอได้จริง
ให้ขอตัวเลขสามชุดนี้จากผู้ขายทุกราย แล้วคำนวณเอง
- ต้นทุนริบบอนต่อใบ = ราคาริบบอนหนึ่งม้วน ÷ จำนวนใบที่พิมพ์ได้จริงต่อม้วน
- บวกต้นทุนบัตรเปล่าต่อใบ — บัตร PVC เปล่ากับบัตร RFID ต่างกันหลายเท่า และเป็นตัวแปรที่ใหญ่กว่าค่าริบบอนมากถ้าใช้บัตรมีชิป
- บวกอัตราบัตรเสีย — ตั้งไว้ที่ 3–5% สำหรับงานปกติ ถ้าเป็น Retransfer บนบัตรคอมโพสิตให้เผื่อมากขึ้นในช่วงปรับตั้งเครื่องเดือนแรก
คำถามที่ต้องถามผู้ขายและควรได้คำตอบเป็นลายลักษณ์อักษร: ริบบอนม้วนนี้ใช้ได้กับเครื่องรุ่นไหนบ้าง มีชิปล็อกไม่ให้ใช้ริบบอนของผู้ผลิตอื่นหรือไม่ ประกันหัวพิมพ์ครอบคลุมกี่ปีหรือกี่ใบ และถ้าหัวพิมพ์เสียนอกประกัน มีอะไหล่ในประเทศไทยหรือต้องสั่งจากต่างประเทศ — สามข้อนี้กระทบต้นทุนรวมมากกว่าส่วนต่างราคาเครื่องตอนซื้อ
จากเครื่องพิมพ์บัตรธรรมดา สู่เครื่องพิมพ์บัตร RFID และสมาร์ทการ์ด
เครื่องพิมพ์บัตรระดับองค์กรส่วนใหญ่ติดตั้ง โมดูลเข้ารหัส (encoder) เพิ่มได้ ทำให้บัตรที่ออกจากเครื่องพร้อมใช้เปิดประตูได้ทันทีโดยไม่ต้องเอาไปเขียนข้อมูลที่เครื่องอื่นอีกรอบ ซึ่งเป็นความต่างสำคัญระหว่างคำว่า “เครื่องพิมพ์บัตร” กับ “เครื่องพิมพ์บัตร RFID”
| ชนิดการเข้ารหัส | มาตรฐาน / ความถี่ | ใช้กับอะไร |
|---|---|---|
| แถบแม่เหล็ก | ISO/IEC 7811 (แทร็ก 1/2/3) | ระบบเก่า บัตรลานจอดรถ บัตรลูกค้าสะสมแต้ม ต้นทุนต่ำสุดแต่ปลอมง่ายที่สุด |
| ชิปแบบสัมผัส | ISO/IEC 7816 | บัตรที่ต้องเสียบเครื่องอ่าน เช่น บัตรลงลายมือชื่อดิจิทัล |
| ไร้สัมผัส 125 kHz | Proximity (Prox) | ระบบเข้าออกรุ่นเก่าที่ยังใช้อยู่มากในไทย อ่านเร็วแต่ไม่เข้ารหัสข้อมูล |
| ไร้สัมผัส 13.56 MHz | ISO/IEC 14443 — MIFARE, DESFire, iCLASS, Seos | มาตรฐานปัจจุบันของบัตรพนักงาน มีการเข้ารหัสข้อมูลจริง ปลอมยากกว่า Prox มาก |
| UHF | 860–960 MHz | อ่านระยะไกลหลายเมตร ใช้กับบัตรที่ต้องอ่านผ่านกระจกรถที่ไม้กั้นทางเข้าลานจอด |
ข้อควรพิจารณาเรื่องความปลอดภัย: ถ้าองค์กรของคุณยังใช้บัตร 125 kHz แบบเดิมอยู่ ควรรู้ว่าบัตรกลุ่มนี้ไม่มีการเข้ารหัสข้อมูลในตัว จึงคัดลอกได้ด้วยอุปกรณ์ราคาไม่แพงที่หาซื้อได้ทั่วไป การเปลี่ยนไปใช้บัตรตระกูล DESFire ที่เข้ารหัสข้อมูลจริงคือการยกระดับที่ได้ผลมากกว่าการเพิ่มกล้องวงจรปิด และเป็นจังหวะที่ดีที่จะทำพร้อมกับตอนเปลี่ยนมาออกบัตรเอง
รุ่นเครื่องพิมพ์บัตรที่ตลาดองค์กรใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิง
ในกลุ่มงานบัตรประจำตัวและระบบควบคุมการเข้าออก ตระกูลที่ถูกอ้างอิงเป็นเกณฑ์เปรียบเทียบมากที่สุดคือ HID FARGO ซึ่งมีทั้งสายที่เป็น Direct-to-Card (รหัสขึ้นต้น DTC) และสาย Retransfer (รหัสขึ้นต้น HDP) ตารางนี้รวบรวมไว้เพื่อให้คุณใช้เป็นกรอบเทียบสเปกกับข้อเสนอที่ได้รับ ไม่ว่าจะเลือกยี่ห้อใดก็ตาม
| รุ่นอ้างอิง | เทคโนโลยี | ความละเอียด | จุดเด่นที่ใช้เป็นเกณฑ์เทียบ |
|---|---|---|---|
| DTC1250e | Direct-to-Card | 300 dpi | รุ่นเริ่มต้น พิมพ์สีเต็มใบด้านเดียวได้ราว 225 ใบ/ชั่วโมง เวลาต่อใบราว 16 วินาทีสำหรับสีเต็มใบ (YMCKO) และราว 6 วินาทีสำหรับดำล้วน รองรับบัตรมาตรฐาน CR-80 |
| DTC1500 | Direct-to-Card | 300 dpi | พิมพ์สองหน้าอัตโนมัติในตัว ตัวแทนจำหน่ายในไทยระบุการรับประกัน 3 ปี เหมาะกับองค์กรขนาดกลางที่ออกบัตรสองหน้าเป็นประจำ |
| DTC4500e | Direct-to-Card | 300 dpi | รุ่นงานหนัก ถาดป้อนบัตรสองช่องเพื่อสลับชนิดบัตรได้ อัปเกรดจากหน้าเดียวเป็นสองหน้าและเพิ่มโมดูลเข้ารหัส (แถบแม่เหล็ก / Prox / ชิปสัมผัส / ไร้สัมผัส) ได้ภายหลังที่หน้างาน |
| DTC5500LMX | Direct-to-Card + เคลือบ | 300 dpi | มีชุดเคลือบฟิล์มลามิเนตในตัว สำหรับบัตรที่ต้องทนการใช้งานหนักหลายปีหรือต้องมีฟิล์มโฮโลแกรมกันปลอม |
| HDP5000 | Retransfer | 300 dpi | รุ่นเริ่มต้นของสาย Retransfer พิมพ์เต็มขอบและปลอดภัยกับบัตรที่มีชิป |
| HDP6600 | Retransfer | 600 dpi | ความละเอียดสูงสุดในสาย พิมพ์ได้ราว 230 ใบ/ชั่วโมง อุ่นเครื่องพร้อมพิมพ์ในเวลาไม่ถึง 60 วินาที และออกแบบชุดลามิเนตให้ลดการสูญเสียฟิล์ม ซึ่งผู้ผลิตระบุว่าลดค่าฟิล์มได้ถึงราว 40% ในงานปริมาณมาก |
สำหรับตลาดไทย ตัวแทนจำหน่ายอย่าง Vulcan Technology ระบุว่าเครื่องกลุ่มนี้รองรับ บัตรหลายตระกูล ทั้งบัตร PVC เปล่า บัตร Proximity บัตร MIFARE บัตร iCLASS และบัตร Seos และมาพร้อมซอฟต์แวร์ออกแบบบัตรสำหรับจัดวางเลย์เอาต์และดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลพนักงาน
เปิดเผยตามตรง: ข้อมูลรุ่นในตารางนี้อ้างอิงจากเอกสารสเปกของผู้ผลิตเพื่อให้คุณใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ Dolly Solutions ทำหน้าที่ ออกแบบระบบบัตรทั้งชุดและจัดหาเครื่องพิมพ์ตามสเปกที่เลือก พร้อมบัตรเปล่าและระบบควบคุมการเข้าออกที่ต่อกันได้จริง — ไม่ใช่การเสนอรุ่นใดรุ่นหนึ่งเป็นคำตอบสำเร็จรูปโดยไม่ดูหน้างาน หากคุณมีเครื่องพิมพ์อยู่แล้ว เราต่อบัตรและระบบเข้ากับเครื่องเดิมของคุณได้เช่นกัน
เครื่องพิมพ์บัตรประชาชน — เข้าใจให้ตรงกันก่อนตัดสินใจ
คำค้นนี้มีคนหาทุกเดือน แต่ความหมายที่ผู้ค้นต้องการจริง ๆ มักเป็นคนละเรื่องกับที่คำพูดสื่อ จึงควรแยกให้ชัดสามกรณี
| สิ่งที่ผู้ค้นต้องการจริง | คำตอบตรงไปตรงมา |
|---|---|
| อยากพิมพ์บัตรประจำตัวประชาชนฉบับจริง | ทำไม่ได้และไม่ควรพยายาม บัตรประจำตัวประชาชนไทยผลิตและออกโดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ผ่านสำนักทะเบียนเท่านั้น เอกชนไม่มีอำนาจผลิต และการทำบัตรปลอมมีความผิดตามกฎหมาย |
| อยากพิมพ์บัตรประจำตัวขององค์กรให้ดูเป็นทางการเหมือนบัตรราชการ | ทำได้ นี่คืองานของเครื่องพิมพ์บัตร PVC ตามที่อธิบายในหน้านี้ หากต้องการกันปลอมระดับสูงให้เลือกเครื่องที่เคลือบฟิล์มโฮโลแกรมได้ หรือใช้ Retransfer ที่พิมพ์ลายละเอียด 600 dpi |
| อยากดึงข้อมูลจากบัตรประชาชนของผู้มาติดต่อมากรอกอัตโนมัติ | ต้องใช้ เครื่องอ่าน ไม่ใช่เครื่องพิมพ์ — เครื่องอ่านบัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ดจะอ่านชิปแล้วส่งชื่อ-นามสกุล เลขบัตร และรูปถ่ายเข้าระบบทันที ลดการพิมพ์ผิดและร่นเวลาลงทะเบียน |
สำหรับกรณีที่สาม ซึ่งพบมากที่สุดในงานต้อนรับผู้มาติดต่อและงานทะเบียน Dolly Solutions มีอุปกรณ์พร้อมส่ง ได้แก่ เครื่องอ่านบัตรประชาชน Smart Card แบบ USB (RD-SMC01) และ รุ่นสำหรับฝังผนังหรือฝังตู้คีออส (RD-SMC03) ทั้งสองรุ่นต่อเข้ากับ ระบบลงทะเบียนผู้มาติดต่อ (VMS) ได้ และมีบทความอธิบายความต่างระหว่างการอ่าน “หน้าบัตร” กับการอ่าน “ชิปในบัตร” ไว้ที่ เครื่องอ่านบัตรประชาชนคืออะไร
บัตรพนักงาน บัตรนักเรียน บัตรสมาชิก ใช้สเปกต่างกันอย่างไร
คำว่า “เครื่องทำบัตรพนักงาน” “เครื่องทำบัตรนักเรียน” และ “เครื่องพิมพ์บัตรสมาชิก” มักหมายถึงเครื่องประเภทเดียวกัน แต่ สเปกที่ควรเลือกต่างกันจริง เพราะรูปแบบการใช้งานของบัตรต่างกัน
กรณีที่ถูกถามมากที่สุดคือ เครื่องพิมพ์บัตรพนักงาน PVC ซึ่งบางคนเรียกว่าเครื่องทำบัตรพนักงาน PVC หรือเครื่องปริ้นบัตรพนักงาน PVC — ทั้งสามคำหมายถึงเครื่องเดียวกัน สิ่งที่ทำให้บัตรพนักงานต่างจากบัตรประเภทอื่นคือมันต้องทำงานสองหน้าที่พร้อมกัน คือ เป็นเอกสารแสดงตน และ เป็นกุญแจเข้าอาคาร จึงต้องพิมพ์สวยและเข้ารหัสได้ในเครื่องเดียว
| ประเภทบัตร | ลักษณะการใช้งาน | สเปกที่ควรเลือก |
|---|---|---|
| บัตรพนักงาน | ห้อยคอทุกวัน ใช้เปิดประตูและบันทึกเวลาเข้างาน อายุใช้งานหลายปี | ต้องเข้ารหัสไร้สัมผัส 13.56 MHz ได้ · มีฟิล์มเคลือบ (O) ทุกใบ · ถ้าบัตรมีชิปควรใช้ Retransfer |
| บัตรนักเรียน / นักศึกษา | ออกพร้อมกันจำนวนมากต้นปีการศึกษา ใช้ยืมหนังสือ เข้าออกอาคาร | เน้นความเร็วต่อใบและถาดป้อนบัตรความจุสูง · สองหน้าคุ้มกว่าเพราะด้านหลังมักมีบาร์โค้ดรายบุคคล |
| บัตรสมาชิก | เน้นภาพลักษณ์และงานออกแบบ มักไม่ต้องเข้ารหัส | เน้นคุณภาพงานพิมพ์และการพิมพ์เต็มขอบ · อิงค์เจ็ท PVC หรือ Retransfer ให้ผลดีกว่า DTC |
| บัตรผู้มาติดต่อ | ใช้ชั่วคราวแล้วคืน หมุนเวียนใช้ซ้ำ | ไม่จำเป็นต้องพิมพ์ใหม่ทุกใบ ใช้บัตรพิมพ์สำเร็จหมุนเวียนคู่กับระบบ VMS คุ้มกว่ามาก |
| บัตรจอดรถ | อยู่ในรถ ผ่านไม้กั้น อ่านผ่านกระจก | ต้องเป็นบัตร UHF ที่อ่านระยะไกลได้ ไม่ใช่บัตรทาบระยะใกล้ |
บัตรเปล่าที่ต้องใช้คู่กับเครื่อง — เลือกผิดชนิด เครื่องดีแค่ไหนก็ไม่ช่วย
เครื่องพิมพ์เป็นเพียงครึ่งเดียวของระบบ อีกครึ่งคือบัตรเปล่าที่ต้องเข้ากันได้กับทั้งเครื่องพิมพ์และหัวอ่านที่ประตู Dolly Solutions มีบัตรพร้อมส่งครอบคลุมทุกความถี่ที่ระบบควบคุมการเข้าออกในไทยใช้งานจริง
| รายการบัตร | เหมาะกับงาน |
|---|---|
| บัตร RFID พิมพ์สี + ขาวดำ (RF-PT03) | บัตรพนักงานทั่วไปที่พิมพ์หน้าเดียว |
| บัตร RFID พิมพ์สี 2 หน้า (RF-PT04) | บัตรที่ต้องมีข้อมูลรายบุคคลทั้งสองด้าน |
| บัตร NXP DESFire EV2 (RF-CH0813EV2) · EV1 (RF-CH0813EV1) | บัตรพนักงานที่ต้องการการเข้ารหัสระดับสูง ป้องกันการคัดลอกบัตร |
| บัตร MIFARE + Proximity 2 ความถี่ (RF-CHD0813125) | อาคารที่กำลังย้ายจากระบบ 125 kHz เดิมไป 13.56 MHz ใช้บัตรใบเดียวคาบเกี่ยวสองระบบ |
| บัตร MIFARE + UHF (RF-CHD0813900) · Prox + UHF (RF-CHD08125900) | บัตรใบเดียวใช้ทั้งเปิดประตูสำนักงานและผ่านไม้กั้นลานจอดรถ |
| บัตร NFC + UHF (RF-CHD0813900-N) | งานที่ต้องอ่านด้วยโทรศัพท์มือถือร่วมกับหัวอ่านระยะไกล |
| บัตรรูปแบบ HID 125 kHz (RF-H08125) | ทดแทนบัตรในระบบเดิมที่ยังใช้หัวอ่าน 125 kHz อยู่ |
ข้อควรรู้เรื่องความหนาบัตร: บัตรมาตรฐานสำหรับงานพิมพ์คือความหนา 0.76 มม. (30 mil) ส่วนบัตร RFID ในตารางข้างต้นหลายรายการหนา 0.8 มม. ซึ่งยังอยู่ในช่วงที่เครื่องพิมพ์บัตรทั่วไปรับได้ แต่ ต้องตั้งค่าความหนาที่เครื่องให้ตรง ไม่เช่นนั้นบัตรจะติดในเครื่อง ส่วนบัตรบางกว่า 0.5 มม. แบบที่ใช้ห้อยคอชั่วคราวมักป้อนเข้าเครื่องพิมพ์ไม่ได้ ให้เลือกบัตรก่อนเลือกเครื่องเสมอ
ทำบัตรเองในองค์กร หรือจ้างพิมพ์ข้างนอก — จุดคุ้มทุนอยู่ตรงไหน
คำตอบไม่ได้อยู่ที่จำนวนบัตรอย่างเดียว แต่อยู่ที่ รูปแบบการออกบัตร ด้วย
| สถานการณ์ | คุ้มกว่าถ้า… |
|---|---|
| ออกบัตรครั้งเดียวจบทั้งองค์กร แล้วไม่มีคนเข้าใหม่อีกเลย | จ้างพิมพ์ข้างนอก — ต้นทุนต่อใบถูกกว่ามากเมื่อผลิตเป็นล็อต |
| มีพนักงานเข้าใหม่และลาออกทุกเดือน | ทำเอง — การรอรอบส่งพิมพ์ทำให้พนักงานใหม่ต้องใช้บัตรชั่วคราวหลายวัน ซึ่งเป็นช่องโหว่ด้านความปลอดภัยจริง |
| บัตรหายบ่อย ต้องออกใหม่ทันที | ทำเอง — ออกใบใหม่ได้ภายในสิบนาทีและตัดสิทธิ์ใบเก่าพร้อมกัน |
| ข้อมูลบนบัตรเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว | ทำเอง — ไม่ต้องส่งไฟล์รูปถ่ายและข้อมูลพนักงานออกนอกองค์กร ซึ่งช่วยลดภาระการทำข้อตกลงประมวลผลข้อมูลตาม PDPA |
| มีหลายสาขาแต่อยากคุมดีไซน์ให้เหมือนกัน | ทำเอง แบบรวมศูนย์ — ดูหัวข้อถัดไป |

องค์กรหลายสาขา: พิมพ์บัตรแบบรวมศูนย์ผ่านคลาวด์
ปัญหาคลาสสิกขององค์กรที่มีหลายสาขาคือ แต่ละสาขาซื้อเครื่องคนละยี่ห้อ ใช้เทมเพลตคนละเวอร์ชัน และไม่มีใครรู้ว่าสาขาไหนริบบอนใกล้หมด
แนวทางที่ผู้ผลิตระดับองค์กรเสนอคือระบบออกบัตรแบบรวมศูนย์บนคลาวด์ เช่น แพลตฟอร์มออกบัตรบนคลาวด์ของ HID ซึ่งให้ผู้ดูแลส่วนกลางคุมสิ่งเหล่านี้จากที่เดียว
- สั่งพิมพ์จากที่ไหนก็ได้ผ่านเว็บ โดยไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์หรือแม้แต่ไดรเวอร์เครื่องพิมพ์ที่เครื่องปลายทาง
- เข้ารหัสแถบแม่เหล็กและบัตรไร้สัมผัสจากระยะไกล ทำให้สาขาไม่ต้องมีคนที่รู้เรื่องการเข้ารหัส
- ควบคุมเทมเพลตบัตรจากส่วนกลาง ทุกสาขาได้บัตรหน้าตาเดียวกัน
- ติดตามวัสดุสิ้นเปลืองระยะไกล รู้ล่วงหน้าว่าสาขาไหนริบบอนใกล้หมด
- เชื่อมกับระบบบุคคลและระบบควบคุมการเข้าออก ดึงข้อมูลพนักงานมาออกบัตรได้โดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ
ข้อควรพิจารณาก่อนเลือกทางคลาวด์: รูปแบบนี้เหมาะกับองค์กรที่มีตั้งแต่หลายสาขาขึ้นไปและมีปัญหาการควบคุมมาตรฐานจริง ๆ ถ้ามีจุดออกบัตรเพียงจุดเดียว การลงทุนกับระบบรวมศูนย์มักไม่คุ้มกับค่าบริการรายปี และควรตรวจสอบด้วยว่าข้อมูลพนักงานถูกเก็บที่ใดและใครเข้าถึงได้บ้าง ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องระบุในบันทึกการประมวลผลข้อมูลตาม PDPA
เครื่องพิมพ์บัตรพลาสติกขนาดเล็ก ตั้งบนโต๊ะได้จริงไหม
ได้ เครื่องพิมพ์บัตรส่วนใหญ่ในกลุ่ม Direct-to-Card เป็นเครื่องตั้งโต๊ะที่กินพื้นที่ใกล้เคียงเครื่องพิมพ์เอกสารขนาดเล็ก แต่มีข้อกำหนดหน้างานสามข้อที่มักถูกลืมจนต้องย้ายที่หลังติดตั้ง
พื้นที่ด้านหลังและด้านข้าง
ต้องเผื่อระยะเปิดฝาเปลี่ยนริบบอนและถาดรับบัตร ไม่ควรวางชิดผนังหรือชนตู้
ไฟฟ้าและเครือข่ายที่นิ่ง
ไฟตกกลางรอบพิมพ์ทำให้บัตรเสียและริบบอนขาด รุ่นที่ต่อ LAN ควรใช้จุดต่อสายแทน Wi-Fi
ฝุ่นคือศัตรูอันดับหนึ่ง
ฝุ่นบนผิวบัตรทำให้เกิดจุดขาวและขูดหัวพิมพ์ ควรอยู่ห่างประตูทางเข้าและใช้ชุดทำความสะอาดตามรอบ
ที่เก็บบัตรเปล่าแบบล็อกได้
บัตร RFID เปล่าคือของมีค่าด้านความปลอดภัย ควรเก็บในตู้ล็อกและมีทะเบียนคุมจำนวน
ข้อผิดพลาด 7 ข้อที่ทำให้ซื้อเครื่องพิมพ์บัตรผิดรุ่น
- เลือกเครื่องก่อนเลือกบัตร — ชนิดบัตรและความถี่ที่หัวอ่านที่ประตูรองรับคือข้อจำกัดแรก ไม่ใช่รุ่นเครื่องพิมพ์
- ซื้อ DTC มาพิมพ์บัตรที่มีชิป — ประหยัดตอนซื้อ แต่จ่ายคืนเป็นค่าหัวพิมพ์และบัตรเสีย
- ดูราคาเครื่องอย่างเดียว ไม่ดูต้นทุนต่อใบ — เครื่องถูกที่ใช้ริบบอนแพงและได้ใบต่อม้วนน้อย แพงกว่าในระยะสองปี
- ออกแบบบัตรพื้นสีเต็มใบแล้วซื้อเครื่อง DTC — ขอบขาวรอบใบเป็นข้อจำกัดของเทคโนโลยี ไม่ใช่การตั้งค่าที่แก้ได้
- ลืมแผงดำเรซิน (K) สำหรับบาร์โค้ด — บาร์โค้ดที่พิมพ์ด้วยดำจากการผสมสี เครื่องสแกนอ่านไม่ผ่าน
- ไม่ถามเรื่องประกันหัวพิมพ์และอะไหล่ในประเทศ — หัวพิมพ์เสียแล้วรออะไหล่ต่างประเทศคือการหยุดออกบัตรทั้งองค์กรหลายสัปดาห์
- ไม่วางแผนว่าบัตรที่ออกไปแล้วจะยกเลิกอย่างไร — การออกบัตรง่ายขึ้นแต่ไม่มีขั้นตอนตัดสิทธิ์บัตรที่หายหรือพนักงานลาออก ทำให้ระบบเข้าออกอ่อนแอลงกว่าเดิม
ต่อยอดจากบัตร สู่ระบบควบคุมการเข้าออกทั้งอาคาร
บัตรที่พิมพ์ออกมาจะมีค่าก็ต่อเมื่อมีระบบปลายทางที่อ่านบัตรใบนั้นได้ Dolly Solutions ออกแบบและติดตั้งระบบที่ต่อกับบัตรของคุณได้ทั้งชุด
- เครื่องทาบบัตรและระบบควบคุมการเข้าออก — หัวอ่านที่ประตู ทั้งแบบทำงานในตัวและแบบเชื่อมเครือข่ายรวมศูนย์
- เครื่องกั้นสามขา (Tripod Turnstile) และ ประตูปีกผีเสื้อ (Flap Barrier) — สำหรับล็อบบี้อาคารและทางเข้าโรงงาน
- กลอนแม่เหล็กไฟฟ้า — อุปกรณ์ล็อกประตูที่ทำงานร่วมกับหัวอ่านบัตร
- ระบบควบคุมลิฟท์ — ให้บัตรใบเดียวกำหนดได้ว่าใครขึ้นชั้นไหนได้
- ไม้กั้นรถยนต์ — สำหรับบัตร UHF ที่อ่านผ่านกระจกรถได้โดยไม่ต้องลดกระจก
- ระบบควบคุมประตูคืออะไร — บทความปูพื้นสำหรับผู้เริ่มวางระบบครั้งแรก
คำถามที่พบบ่อย
Q: เครื่องพิมพ์บัตร PVC ราคาขึ้นกับอะไรบ้าง
ขึ้นกับห้าปัจจัยหลัก คือ (1) เทคโนโลยีการพิมพ์ — Retransfer แพงกว่า Direct-to-Card ชัดเจน (2) พิมพ์หน้าเดียวหรือสองหน้าอัตโนมัติ (3) มีโมดูลเข้ารหัสบัตรหรือไม่ และเข้ารหัสกี่ชนิด (4) มีชุดเคลือบฟิล์มลามิเนตในตัวหรือไม่ (5) ความเร็วต่อชั่วโมงและความจุถาดป้อนบัตร นอกจากราคาเครื่องแล้วควรคิดต้นทุนต่อใบจากค่าริบบอนหารด้วยจำนวนใบต่อม้วน บวกค่าบัตรเปล่าและอัตราบัตรเสียประมาณ 3–5% ด้วยเสมอ
Q: เครื่องพิมพ์บัตรพลาสติกใช้พิมพ์บัตร RFID ได้ไหม
ได้ แต่ต้องเลือกให้ถูกประเภท บัตร RFID มีชิปและขดลวดฝังอยู่ทำให้ผิวหน้าไม่เรียบสนิท เครื่องแบบ Direct-to-Card ที่หัวพิมพ์กดแนบผิวบัตรจะพิมพ์บริเวณเหนือชิปได้ไม่สม่ำเสมอและทำให้หัวพิมพ์สึกเร็ว ส่วนเครื่องแบบ Retransfer ที่พิมพ์ลงฟิล์มก่อนแล้วรีดลงบัตรจะไม่มีปัญหานี้ จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะกับบัตร RFID และสมาร์ทการ์ดมากกว่า หากต้องการให้บัตรพร้อมใช้เปิดประตูทันทีหลังพิมพ์ ต้องสั่งเครื่องที่มีโมดูลเข้ารหัสตรงกับความถี่ของหัวอ่านที่ประตูด้วย
Q: เครื่องพิมพ์บัตรแข็งกับเครื่องพิมพ์บัตรพลาสติก ต่างกันไหม
เป็นคำเรียกสิ่งเดียวกัน คำว่า “บัตรแข็ง” เป็นภาษาพูดที่คนไทยใช้เรียกบัตรพลาสติก PVC ที่มีความหนามาตรฐาน 0.76 มิลลิเมตร (30 mil) เพื่อแยกจากบัตรกระดาษหรือบัตรพลาสติกบางแบบเคลือบ ดังนั้นเครื่องพิมพ์บัตรแข็ง เครื่องพิมพ์บัตรพลาสติก และเครื่องพิมพ์บัตร PVC หมายถึงเครื่องประเภทเดียวกันทั้งหมด
Q: พิมพ์บัตรประชาชนเองได้ไหม
ไม่ได้ บัตรประจำตัวประชาชนไทยผลิตและออกโดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ผ่านสำนักทะเบียนเท่านั้น เอกชนไม่มีอำนาจผลิตและการทำบัตรปลอมเป็นความผิดตามกฎหมาย สิ่งที่องค์กรทำได้คือพิมพ์บัตรประจำตัวขององค์กรเอง หรือถ้าต้องการดึงข้อมูลจากบัตรประชาชนของผู้มาติดต่อมากรอกอัตโนมัติ ให้ใช้เครื่องอ่านบัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ดซึ่งเป็นคนละอุปกรณ์กับเครื่องพิมพ์
Q: ริบบอนหนึ่งม้วนพิมพ์ได้กี่ใบ
ขึ้นกับชนิดริบบอนและรุ่นเครื่อง ริบบอนสีเต็มรูปแบบ YMCKO ในเครื่องระดับเริ่มต้นมักได้ราว 250 ใบต่อม้วน ส่วนเครื่องระดับองค์กรได้ราว 500 ใบ ริบบอนแบบครึ่งแผงสำหรับบัตรที่มีรูปถ่ายเฉพาะครึ่งซ้ายได้สูงถึงราว 850 ใบ และริบบอนดำล้วนสำหรับพิมพ์เฉพาะข้อความได้สูงถึงราว 3,000 ใบ ตัวเลขนี้คือฐานที่ใช้คำนวณต้นทุนต่อใบ จึงควรขอเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ขายทุกราย
Q: ทำไมบัตรที่พิมพ์ออกมามีขอบขาวรอบใบ
เพราะเป็นข้อจำกัดของเทคโนโลยี Direct-to-Card ไม่ใช่การตั้งค่าที่ปรับแก้ได้ หัวพิมพ์ต้องยกตัวก่อนถึงขอบบัตรเพื่อไม่ให้ชนขอบ จึงเหลือขอบขาวประมาณ 1 มิลลิเมตรเสมอ หากดีไซน์บัตรเป็นพื้นสีเต็มใบและยอมรับขอบขาวไม่ได้ ต้องใช้เครื่องแบบ Retransfer ที่พิมพ์ลงฟิล์มแล้วรีดคลุมเลยขอบบัตร หรือใช้บัตรที่พิมพ์พื้นหลังสำเร็จมาจากโรงพิมพ์แล้วพิมพ์เฉพาะข้อมูลรายบุคคลทับลงไป
Q: เครื่องพิมพ์บัตรพนักงานต้องใช้ซอฟต์แวร์อะไร
ต้องมีซอฟต์แวร์ออกแบบบัตรที่ทำสองอย่างได้ คือจัดวางเลย์เอาต์บัตรตามแบบขององค์กร และดึงข้อมูลรายบุคคลจากฐานข้อมูลมาเติมอัตโนมัติ เช่น ชื่อ รหัสพนักงาน แผนก และรูปถ่าย เครื่องระดับองค์กรส่วนใหญ่ให้ซอฟต์แวร์มาพร้อมเครื่อง สิ่งที่ต้องตรวจก่อนซื้อคือรองรับภาษาไทยและฟอนต์ที่องค์กรใช้หรือไม่ นำเข้าข้อมูลจากไฟล์ตารางหรือฐานข้อมูลบุคคลที่ใช้อยู่ได้หรือไม่ และเมื่อพิมพ์แล้วส่งรหัสบัตรเข้าระบบควบคุมการเข้าออกให้อัตโนมัติได้หรือไม่
Q: อยากพิมพ์บัตรจำนวนไม่มาก ควรซื้อเครื่องหรือจ้างพิมพ์
ให้ดูรูปแบบการออกบัตรมากกว่าจำนวนรวม ถ้าออกบัตรครั้งเดียวจบทั้งองค์กรและไม่มีคนเข้าใหม่ การจ้างพิมพ์เป็นล็อตถูกกว่าชัดเจน แต่ถ้ามีคนเข้าใหม่หรือบัตรหายเป็นประจำ แม้เดือนละไม่กี่ใบ การมีเครื่องเองก็คุ้มกว่า เพราะการรอรอบส่งพิมพ์ทำให้ต้องใช้บัตรชั่วคราวซึ่งเป็นช่องโหว่ด้านความปลอดภัย และการตัดสิทธิ์บัตรที่หายพร้อมออกใบใหม่ได้ทันทีคือคุณค่าหลักที่การจ้างพิมพ์ให้ไม่ได้
Q: บัตรที่พิมพ์แล้วอยู่ได้นานแค่ไหน
บัตรที่พิมพ์ด้วยกระบวนการระเหิดสีและมีฟิล์มเคลือบใส (แผง O) ปกติใช้งานห้อยคอทุกวันได้หลายปีโดยภาพไม่ลอก ปัจจัยที่ทำให้เสื่อมเร็วคือแสงแดดจัด การเสียดสีกับซองพลาสติกที่มีทราย และการหักงอบ่อย หากบัตรต้องใช้งานหนักเป็นพิเศษ เช่น บัตรพนักงานหน้างานกลางแจ้ง ควรเลือกเครื่องที่เคลือบฟิล์มลามิเนตหนาได้ ซึ่งยืดอายุบัตรและเพิ่มความยากในการปลอมแปลงไปพร้อมกัน
Q: มีเครื่องพิมพ์บัตรอยู่แล้ว ซื้อเฉพาะบัตรกับระบบเข้าออกได้ไหม
ได้ Dolly Solutions จำหน่ายบัตร RFID ครบทุกความถี่ที่ใช้ในไทย ทั้ง 125 kHz, 13.56 MHz ตระกูล MIFARE และ DESFire, UHF และบัตรสองความถี่ในใบเดียว พร้อมออกแบบและติดตั้งระบบควบคุมการเข้าออกที่ปลายทาง สิ่งที่ต้องแจ้งให้ทีมงานทราบคือรุ่นเครื่องพิมพ์ที่ใช้อยู่ ความหนาบัตรที่เครื่องรองรับ และความถี่ของหัวอ่านที่ติดตั้งอยู่แล้ว เพื่อเลือกบัตรให้เข้ากันได้ทั้งสองด้าน






